หนีเมืองกรุง! ไปผักผ่อนแบบ Slow Life กับ 8 อำเภอในประเทศไทย!

Slow-Life-4

ชาว Hipster ต้องมา 8 อำเภอที่จะทำให้เราได้เรียนรู้วิถีชีวิตของแต่ละที่ของชาวท้องถิ่นนั้นๆได้อย่างใกล้ชิด จะทำให้เราได้ใช้ชีวิตแบบไม่ต้องเร่งรีบ ไม่ต้องซีเรียส ได้พักผ่อน ผ่อนคลายกับบรรยากาศที่สบายๆ สูดอากาศที่บริสุทธิ์จากธรรมชาติ ได้รับลม รับแสงแดดของธรรมชาติ หนีเมืองกรุงที่แสนวุ่นวาย มาพบความสงบสุข รับรองว่าคุณจะได้รับแรงบันดาลใจ ความสุขต่างๆ ในการใช้ชีวิตมากมายก่อนกลับเมืองอย่างแน่นอนคร้า ไปดูอำเภอแรกกันเลย
1.หมู่บ้านคีรีวง อำเภอลานสกา นครศรีธรรมราช ดินแดนอากาศดีที่สุดในประเทศไทย

เริ่มต้นอำเภอเล็กๆอำเภอแรกที่ อำเภอลานสกา จ.นครศรีธรรมราช โดยเราจะพาคุณไปสูดอากาศที่เรียกว่า บริสุทธิ์ที่สุดในประเทศไทย ที่ หมู่บ้านคีรีวง หมู่บ้านเล็กๆ บริเวณทางขึ้นยอดเขาหลวง เสน่ห์ของที่นี่คือธรรมชาติอันบริสุทธิ์ บริเวณโดยรอบโอบล้อมด้วยขุนเขา มีธารน้ำตกจากน้ำตกท่าหา ไหลผ่านกลาง ผู้คนในท้องถิ่นที่นี่ยังคงดำรงชีวิตด้วยอาชีพกสิกรรม เน้นทำสวนผลไม้ผสมผสานอาทิ มังคุด เงาะ ทุเรียน สะตอ (มังคุดของที่นี่รสชาติดีมาก ยิ่งไปอยู่ในห้างดังระดับพารากอน ราคาทะลุเกือบ 500 บาท) นอกจากนี้ยังมีอาชีพเสริมคือการผลิตสินค้าแปรรูปจากพืชผลทางการเกษตร เช่น กลุ่มมัดย้อมกลุ่มสมุนไพร กลุ่มจักสานกะลามะพร้าว กลุ่มแปรรูปน้ำผลไม้ กลุ่มไวน์ และกลุ่มทุเรียนกวน การมาเยือนที่นี่ คุณจะได้สัมผัสกับวิถีความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย อาหารพื้นเมืองแสนอร่อย ผลไม้สดๆที่สามารถเด็ดกินจากต้น พร้อมกับดื่มด่ำธรรมชาติที่งดงามของผืนป่า ลำธาร และม่านหมอก รับรองว่ามาแล้วต้องหลงเสน่ห์เมืองใต้แห่งนี้อย่างแน่นอน

 

2.อำเภอสะเมิง เชียงใหม่ เมืองหลวงสตรอเบอรี่ของไทย

คุณยังจำบรรยากาศของหนัง “The Letter จดหมายรัก” กันได้หรือเปล่าค่ะ  ถ้าคุณได้ดูหนังเรื่องนี้ รับรองคุณต้องหลงรักที่นี่ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ เพราะที่นี่เป็นหนึ่งในโลเคชั่นสวยๆ ที่ใช้ถ่ายหนังรักโรแมนติกเรื่องนี้ อำเภอสะเมิง จัดเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของจังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่ส่วนใหญ่เน้นการเกษตรโดยเฉพาะอย่างยิ่งพันธุ์ไม้เมืองหนาวและสตรอเบอรี่ ที่นิยมปลูกกันมาก จนได้รับสมญานามว่า “เมืองหลวงของสตรอเบอรี” น่าแปลกที่แม้จะเป็นเมืองที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างสูง แต่ “สะเมิง” ก็ยังคงรักษาความสงบ สวยงาม และ ขนบธรรมเนียมที่ดีแบบชาวเหนือไว้ได้อย่างครบถ้วน ช่วงเวลาที่เหมาะกับการมาเยี่ยมชมยกให้ช่วงเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนเมษายนของทุกๆปี เพราะเป็นช่วงที่สตรอเบอรี่กำลังสุก ทุ่งสตรอเบอรี่จะเต็มไปด้วยสีแดง ชมพู ดูงดงาม

 

3.อำเภอแม่แจ่ม เชียงใหม่   ดินแดนแห่งทุ่งข้าวสีทองและความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย

อีกหนึ่งอำเภอของเชียงใหม่ ที่  อยากแนะนำให้คุณๆ ลองไปสัมผัสนั่นคือ “อำเภอแม่แจ่ม” เมืองเล็ก ๆ น่ารัก ท่ามกลางหุบเขา พื้นที่ส่วนใหญ่ของที่นี่มีลักษณะคล้ายแอ่งตรงกลางและมีภูเขาอยู่ล้อมรอบ ทัศนียภาพโดดเด่นด้วยสีเขียวของต้นไม้และสีทองอร่ามของทุ่งนา ยิ่งในยามที่สายฝนเพิ่งโปรยปราย เกล็ดน้ำยังจับยอดหญ้า เกิดเป็นภาพงามที่ใครได้เห็นเป็นต้องตะลึง นอกจากนี้วิถีชีวิตของผู้คนที่นี่ยังเป็นแบบชนบทโบราณ ต่างพึ่งพาอาศัย และมีน้ำใจไมตรีต่อกัน ได้มาเยือนแม้ไม่นาน ต้องหลงรักจนไม่อยากกลับอย่างแน่นอน

 

4.อำเภอเขาค้อ เพชรบูรณ์ เมืองแห่งขุนเขาและดินแดนอากาศดี

ได้ชื่อว่าเป็นอีกหนึ่ง สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย สำหรับอำเภออากาศดีแห่งนี้ “เขาค้อ เพชรบูรณ์” ด้วยพื้นที่หุบเขาสูงต่ำสลับกันไป ผู้คนส่วนใหญ่เน้นการทำเกษรตรกรรม ทำให้ที่นี่มีอากาศดีและมีความสวยงาม การมาท่องเที่ยวที่นี่สามารถมาได้ตลอดทั้งปี อากาศ ณ บริเวณนี้ค่อนข้างเย็น อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 18 – 25 องศาเซลเซียส เมื่อมาเยือนที่นี่สามารถชมทะเลหมอก วิวทะเลภูเขา และสัมผัสบรรยากาศความเย็นสบายได้ตลอดปี มีสถานที่ท่องเที่ยวอยู่เป็นจำนวนมาก ที่สำคัญการได้มาตั้งแคมป์ นอนเต๊นท์ ชมดาว หรือ พระจันทร์สวย ก็เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ที่ใครได้มาเยือนเขาค้อแล้ว …ไม่ควรพลาด

 

5.อำเภอสังขละบุรี กาญจนบุรี เมืองแห่งความสามัคคีและวิถีชาวมอญ

ถ้าพูดถึงชุมชนเข้มแข็ง ผู้คนอยู่ร่วมกันด้วยศรัทธาและสามัคคี ดินแดน “สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี” ต้องเป็น 1 ในลิสต์รายชื่ออันดับต้นๆ ที่ใครต่อใครต้องนึกถึง เมืองสังขละบุรีดินแดนชายแดนระหว่างไทย – พม่าแห่งนี้ รายล้อมด้วยธรรมชาติและขุนเขาอันเขียวขจี มีแม่น้ำซองกาเลียที่ไหลจากประเทศพม่าเป็นหัวใจหลักในการหล่อเลี้ยงผู้คน มีความหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม ทั้งมอญ กระเหรี่ยง ไทย ลาว พม่า ฯลฯ โดยมีชาวมอญเป็นชาติพันธุ์ที่มีมากที่สุด แต่แม้จะมีหลายชนชาติอยู่รวมกัน แต่ทุกชีวิตก็อยู่ร่วมกันได้ด้วยความสงบ และพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน การมาเยือนดินแดนแห่งนี้ ไฮไลท์ที่ห้ามพลาดคือ “สะพานมอญ” สะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ตัวสะพานสร้างขึ้นด้วยความรักและความสามัคคีของผู้คนในชุมชนอย่างแท้จริง แม้จะผุพังลงไปก็มีการซ่อมแซมใหม่อีกหลายครั้ง เพื่อใช้เป็นเส้นทางในการเดินทางที่สำคัญ หากอยากชมวิถีชีวิตและธรรมชาติที่สวยงามของสังขละบุรีมาเยือนสะพานมอญแห่งนี้ไม่พลาดความประทับใจอย่างแน่นอน

 

6.อำเภอปัว น่าน เมืองทางผ่านท่ามกลางขุนเขาอันสวยงาม

“ปัว” อีกหนึ่งอำเภอเล็กๆ ที่งดงามของจังหวัดน่าน ตัวเมืองเล็กๆ แห่งนี้ถูกโอบล้อมไปด้วยขุนเขาสูงตระหง่าน มีธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ มีอากาศบริสุทธิ์ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่ออย่าง “อุทยานแห่งชาติดอยภูคา” การมาเยือนที่นี่นอกจาก “ดอยภูคา” ที่เป็นไฮไลท์แล้ว เส้นทางระหว่างการเดินทางที่ขนาบข้างด้วยท้องทุ่งนาสีเหลืองทองจำนวนมาก ก็เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่เชื่อว่าใครได้พบเห็น ต้องมิวายคว้ากล้องคู่ใจออกมาลั่นชัตเตอร์แบบไม่ยั้ง นอกจากนี้ ปุยเมฆและไอหมอกหลังสายฝนพรำ ที่ออกมาโอบล้อมเมืองปัวเอาไว้ ก็เป็นอีกหนึ่งความสวยงามทางธรรมชาติที่ทำให้ “ปัว” เมืองทางผ่านกลายเป็นอีกหนึ่งอำเภอเมืองไทย ที่ใครได้ไปแม้เพียงครั้ง ต้องตกหลุมรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

 

7.อำเภอเกาะยาว พังงา ดินแดนด้ามขวานกับวิถีชีวิตแบบประมงชายฝั่ง

เที่ยวอำเภอบนดอยมาก็มาก ไปโลดเล่นและประทับใจกับอำเภอบนท้องทะเลกันบ้างดีกว่า กับ อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา ดินแดนด้ามขวานของไทย ที่ผู้คนส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม หากเอ่ยชื่ออำเภอเกาะยาว หลายคนอาจงงว่า คือที่ไหน แต่ถ้าบอกว่าเป็นที่ตั้งของ เกาะยาวน้อย เกาะยาวใหญ่ จังหวัดพังงา นักท่องเที่ยวไทยที่พาตัวเองออกไปโอบกอดธรรมชาติอยู่เป็นประจำน่าจะรู้จักที่นี่เป็นอย่างดี เพราะที่นี่มีความงดงามของธรรมชาติทางท้องทะเลอยู่เป็นจำนวนมาก เหล่าสัตว์น้ำก็อุดมสมบูรณ์ ผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี่เน้นการทำนาและอาชีพประมง มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ไม่วุ่นวาย ไม่ฟุ้งเฟ้อ ที่สำคัญใครที่รักในอาหารสไตล์ซีฟู้ดมาที่นี่ต้องชอบเพราะด้วยความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ทำให้กุ้งหอยปูปลา มีมากมายให้ลิ้มลอง

 

8.อำเภอทุ่งเสลี่ยม สุโขทัย ชุมชนเรียบง่าย อากาศดี

ปิดท้ายอำเภอน่ารัก ที่จะพาชีวิตคุณไปสัมผัสบรรยากาศแบบ Slow Life กันที่ อำเภอทุ่งเสลี่ยม อำเภอเล็กๆใน จังหวัดสุโขทัย ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 60 กม. พื้นที่ส่วนใหญ่เต็มไปด้วยท้องทุ่งนา และขุนเขาเขียวขจี ผู้คนส่วนใหญ่ทำอาชีพเกษตรกรรม ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย อากาศเย็นสบาย ยิ่งในช่วงเช้าหากได้มาพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ มีหมอกบางๆปกคลุมท้องนา พร้อมลมหนาวที่พัดเข้ามาทางหน้าต่าง กับอุณหภูมิสบายๆ ประมาณ 14-16 องศา มันช่างสบายจนไม่อยากตื่นกันเลยทีเดียว นอกจากนี้วัฒนธรรมท้องถิ่นบวกกับวิถีความเป็นอยู่ของที่นี่ ก็เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ ที่เมื่อได้มาสัมผัสจะรู้สึก “รัก” จนถอนตัวถอนใจไม่ขึ้นกันเลยทีเดียว

 

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก : painaidii.com ,travel.thaiza.com ,www.thetrippacker.com ,www.dooasia.com ,www.matichon.co.th , www.reviewchiangmai.com,travel.muslimthaipost.com ,www.nongoil.com ,  www.rodcm.com,www.allthaievent.com ,www.klongdigital.com ,tipskhaokho.com ,www.chillpainai.com ,travel.kapook.com , travel.thaiza.com ,www.thailandexhibition.com , www.dogcanstay.com , phangngatravel.wordpress.com